คุณภาพของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กไม่ได้ขึ้นกับการออกแบบและส่วนผสมที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการควบคุมงานก่อสร้างหน้างานทุกขั้นตอนด้วย — บทความนี้สรุปแนวทางตรวจสอบและควบคุมคุณภาพตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต ระหว่างเทและทดสอบ จนถึงการบ่มและรื้อแบบหล่อ
สรุปจากแนวปฏิบัติควบคุมคุณภาพงานคอนกรีตหน้างานที่ใช้กันทั่วไปในงานก่อสร้าง อ้างอิงมาตรฐาน มยผ. 1101 (กรมโยธาธิการและผังเมือง) สำหรับตำแหน่งจุดหยุดเทคอนกรีต และมาตรฐาน BS EN 12390 / ASTM C39 สำหรับวิธีเก็บตัวอย่างทดสอบกำลังอัด — รายละเอียดและเกณฑ์ยอมรับที่ใช้จริงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดสัญญาและแบบก่อสร้างของแต่ละโครงการ
แบบหล่อ (Formwork) — ตรวจสอบความถูกต้องของขนาดและรูปร่างให้ตรงตามแบบ และตรวจสอบความแข็งแรงของแบบหล่อและค้ำยันให้เพียงพอต่อการรับน้ำหนักคอนกรีตสดและแรงจากการทำงานโดยไม่บิดเบี้ยวหรือรั่วซึมระหว่างเท
เหล็กเสริม — ตรวจสอบความถูกต้องของรายละเอียดการเสริมเหล็กทั้งขนาดเหล็กเสริม ระยะการจัดเรียง ระยะทาบต่อ และระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) ให้ตรงตามแบบก่อสร้างและมาตรฐานก่อนเทคอนกรีตทุกครั้ง
ความสะอาดพื้นที่ทำงาน — กำจัดฝุ่น เศษวัสดุ และสิ่งแปลกปลอมออกจากภายในแบบหล่อและบนผิวเหล็กเสริมให้สะอาดก่อนเทคอนกรีต เพื่อป้องกันการเกิดจุดบกพร่องในเนื้อคอนกรีตและการยึดเกาะที่ไม่สมบูรณ์ระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสริม
เลือกวิธีลำเลียงคอนกรีตให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่เท เช่น การถอยเทด้วยรถโม่ การใช้กระบะลำเลียง หรือการใช้คอนกรีตปั๊ม โดยต้องระวังไม่ให้คอนกรีตแยกตัว (Segregation) ระหว่างการลำเลียงและเท
การจี้/เขย่าคอนกรีต (Vibration) ต้องจี้เป็นระยะเวลาและระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อไล่ฟองอากาศและทำให้คอนกรีตแน่นตัวสม่ำเสมอ โดยหลีกเลี่ยงการจี้นานเกินไปหรือจี้ซ้ำจุดเดิม ซึ่งอาจทำให้มวลรวมหยาบแยกตัวจมลงสู่ด้านล่างของคอนกรีต
ทดสอบการยุบตัวของคอนกรีต (Slump Test) ทุกครั้งที่มีความจำเป็น โดยกระทุ้งคอนกรีตในแบบทดสอบแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นละ 25 ครั้ง เพื่อควบคุมความสม่ำเสมอของคอนกรีตที่เข้าเทหน้างาน
เก็บตัวอย่างคอนกรีตเพื่อทดสอบกำลังอัดควรเก็บอย่างน้อยทุก 50 ลบ.ม. หรือทุกพื้นที่เทคอนกรีต 250 ตร.ม. โดยเลือกใช้รูปแบบตัวอย่างมาตรฐานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งดังนี้:
| รูปแบบตัวอย่าง | ขนาด | มาตรฐาน | วิธีกระทุ้ง |
|---|---|---|---|
| ทรงลูกบาศก์ | 150×150×150 มม. | BS EN 12390 | 3 ชั้น ชั้นละ 35 ครั้ง |
| ทรงกระบอก | เส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม. สูง 300 มม. | ASTM C39 | 3 ชั้น ชั้นละ 25 ครั้ง |
ควรวางแผนตำแหน่งจุดหยุดเทคอนกรีตล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดจุดอ่อนต่อการรับแรงของโครงสร้าง แนวทางทั่วไปมีดังนี้:
| องค์อาคาร | ตำแหน่งจุดหยุดเทที่เหมาะสม |
|---|---|
| เสา | หยุดเทในตำแหน่งต่ำกว่าท้องคานหรือหัวเสาไม่เกิน 75 มม. |
| คานหรือพื้น | หยุดเทในช่วง Mid Third Span (ช่วงกลางหนึ่งในสามของช่วงพาด) |
| คานรองฝากกับคานหลัก | ตำแหน่งหยุดเทของคานหลักต้อง Offset ออกจากคานรองไม่น้อยกว่าข้างละ 2B (มยผ. 1101) |
งานตกแต่งผิวคอนกรีตควรดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 45-60 นาทีหลังเทคอนกรีต ส่วนการทำผิวหน้า (Surface Finishing) ควรทำในช่วง 2-4 ชั่วโมงหลังเทคอนกรีต ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพอากาศและอัตราการก่อตัวของคอนกรีตแต่ละครั้ง
Cold Joint คือรอยต่อระหว่างคอนกรีตเก่ากับคอนกรีตใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการเทคอนกรีตต่อหลังจากคอนกรีตเดิมแข็งตัวไปแล้ว ในกรณีนี้ควรกำหนดให้มีเหล็กยึด (Dowel) และใช้วัสดุประสานคอนกรีตเก่า-ใหม่ เพื่อป้องกันการเกิดโพรงบริเวณรอยต่อหลังเทคอนกรีต
วิธีการบ่มคอนกรีตแบ่งได้เป็น 3 แนวทางหลัก: การบ่มด้วยไอน้ำ เพื่อเร่งกำลังคอนกรีต, การป้องกันการเสียน้ำ จากผิวคอนกรีต โดยหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกหรือใช้น้ำยาบ่มทาที่ผิวคอนกรีต และ การทำให้เปียกชื้นต่อเนื่อง เช่น การรดน้ำ การขังน้ำ หรือการคลุมด้วยวัสดุที่มีความชื้น
ระยะเวลาการบ่มควรทำต่อเนื่องอย่างน้อยตามระยะเวลาดังนี้:
| ชนิดคอนกรีต | ระยะเวลาบ่มขั้นต่ำ |
|---|---|
| คอนกรีตทั่วไปและคอนกรีตผสม Pozzolan | 7 วัน |
| คอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ประเภทที่ 3 (ให้กำลังอัดสูงเร็ว) | 3 วัน |
ตัวอย่างคอนกรีตที่ทดสอบกำลังอัดที่อายุ 28 วัน จะมีค่าต่ำกว่ากำลังอัดที่ออกแบบไว้ได้ไม่เกิน 3.5 MPa หรือต่ำกว่าได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าที่ออกแบบ
หากมีการทดสอบกำลังอัดที่อายุ 7 วันเพื่อประเมินแนวโน้มเบื้องต้น กำลังอัดของทุกก้อนตัวอย่างที่ทดสอบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของค่าที่ออกแบบไว้
| ตำแหน่งแบบหล่อ | ระยะเวลาก่อนรื้อได้ |
|---|---|
| แบบข้างเสา คาน หรือกำแพง | หลังจาก 2 วัน |
| แบบท้องพื้นและคาน | หลังจาก 14 วัน (ค้ำยันไว้อย่างน้อย 14 วัน) |
การรื้อแบบหล่อก่อนกำหนดอาจทำให้โครงสร้างที่ยังไม่มีกำลังเพียงพอเกิดการแอ่นตัวหรือแตกร้าวได้ ควรยึดตามระยะเวลาที่กำหนดในแบบก่อสร้างหรือข้อกำหนดของโครงการเป็นหลักเสมอ
เนื้อหานี้สรุปแนวทางปฏิบัติทั่วไปในการควบคุมงานก่อสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ระยะเวลาและเกณฑ์ตัวเลขที่กล่าวถึงอาจแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของแต่ละโครงการ ชนิดปูนซีเมนต์ที่ใช้ อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมหน้างานจริง จึงควรตรวจสอบกับข้อกำหนดสัญญา แบบก่อสร้าง และมาตรฐานฉบับที่บังคับใช้จริง (เช่น มยผ. 1101) ก่อนนำไปปฏิบัติทุกครั้ง และการควบคุมงานก่อสร้างจริงทุกกรณีต้องดำเนินการหรืออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น